| ๏ ได้ชมเล่นเห็นแต่นกวิหคกลุ้ม | เที่ยวดุ่มดุ่มเดินดินกินมัจฉา |
| กลางสมุทรผุดโผล่ล้วนโลมา | ดูหน้าตาแต่ละตัวน่ากลัวเกรง |
| ล้วนหัวบาตรวาดหางไปกลางคลื่น | ศีรษะลื่นเลี่ยนโล่งดูโจ่งเหม่ง |
| ดูมากมายหลายอย่างยิ่งวางเวง | จนน้ำขึ้นครื้นเครงเป็นคราวเรือ |
| บ้างถอนหลักชักถ่อหัวร่อร่า | บ้างก็มาบ้างก็ไปทั้งใต้เหนือ |
| บ้างขับร้องซ้องสำเนียงจนเสียงเครือ | ต่างเลี้ยวเรือลงหน้าบ้านท่าจีน |
| เป็นประมงหลงละโมบด้วยโลภลาภ | ไม่กลัวบาปเลยช่างนับแต่ทรัพย์สิน |
| ตลิ่งพังฝั่งชลาล้วนปลาตีน | ตะกายปีนเลนเล่นออกเป็นแปลงฯ |
| |
| ๏ ในลำคลองสองฟากล้วนจากปลูก | ทะลายลูกดอกจากขึ้นฝากแฝง |
| ต้นจากถูกลูกชิดนั้นติดแพง | เขาช่างแปลงชื่อถูกเรียกลูกชิด |
| ถึงบ้านบ่อกอจากมิอยากสิ้น | เหมือนจากถิ่นท่องเที่ยวมาเปลี่ยวจิต |
| อันใบจากรากกอไม่ขอคิด | แต่ลูกชิดชอบใจจะใคร่ชมฯ |
| |
| ๏ ถึงคลองที่อีรำท่าแร้งเรียก | สุดสำเหนียกที่จะถามความปฐม |
| เขาทำน้ำทำนาปลาอุดม | เป็นนิคมเขตบ้านพวกพรานปลา |
| ที่ปากคลองกองฟืนไว้ดื่นดาษ | ดูเกลื่อนกลาดเรียงรายทั้งซ้ายขวา |
| ถึงบางขวางข้างซ้ายชายชลา | ไขคงคาขังน้ำไว้ทำเกลือ |
| หรือบ้านนี้ที่เขาว่าตำราร่ำ | ช่างปั้นน้ำเป็นตัวน่ากลัวเหลือ |
| ดูครึ้มครึกพฤกษาลดาเครือ | ล้วนรกเรื้อรำเริงเป็นเซิงซุ้ม |
| ตะบูนต้นผลห้อยย้อยระย้า | ดาษดาดังหนึ่งผูกด้วยลูกตุ้ม |
| เป็นคราบน้ำคร่ำคร่าแตกตารุม | ดูกระปุ่มกระปิ่มตุ่มติ่มเต็ม |
| ลำพูรายชายตลิ่งดูกิ่งค้อม | มีขวากล้อมแหลมรายดังปลายเข็ม |
| เห็นปูเปี้ยวเที่ยวไต่กินไคลเค็ม | บ้างเก็บเล็มลากก้ามครุ่มคร่ามครัน |
| โอ้เอ็นดูปูไม่มีซึ่งศีรษะ | เท้าระกะก้อมโกงโม่งโค่งขัน |
| ไม่มีเลือดเชือดฉะปะแต่มัน | เป็นเพศพันธุ์ไร้ผัวเพราะมัวเมา |
| แม้นเมียออกลอกคราบไปคาบเหยื่อ | เอามาเผื่อภรรยาเมตตาเขา |
| ระวังดูอยู่ประจำทุกค่ำเช้า | อุตส่าห์เฝ้าฟูมฟักเพราะรักเมีย |
| ถึงทีผัวตัวลอกพอออกคราบ | เมียมันคาบคีบเนื้อเป็นเหยื่อเสีย |
| จึงเกิดไข่ไร้ผัวเที่ยวยั้วเยี้ย | ยังแต่เมียเคลื่อนคล้อยขึ้นลอยแพ |
| สมเพชสัตว์ทัศนาพฤกษาสล้าง | ล้วนโกงกางกุ่มแกมแซมแสม |
| สงัดเหงาเปล่าเปลี่ยวเมื่อเหลียวแล | เสียงแอ้แจ้จักจั่นหวั่นวิญญาณ์ฯ |
| |
| ๏ ถึงคลองนามสามสิบสองคดคุ้ง | ชะวากวุ้งเวียนซ้ายมาฝ่ายขวา |
| ให้หนูน้อยคอยนับในนาวา | แต่หนึ่งมาถ้วนสามสิบสองคด |
| อันคดอื่นหมื่นคดกำหนดแน่ | เว้นเสียแต่ใจมนุษย์สุดกำหนด |
| ทั้งลวงล่องอเงี้ยวทั้งเลี้ยวลด | ถึงคลองคดก็ยังไม่เหมือนใจคนฯ |
| |
| ๏ ถึงปากช่องคลองชื่อสุนัขหอน | ทั้งเรือแพแลสลอนเสลือกสลน |
| ต่างแข็งข้อถ่อค้ำที่น้ำวน | คงคาข้นขุ่นตื้นแต่พื้นเลน |
| เข้ายัดเยียดเสียดแทรกบ้างแตกหัก | บ้างถ่อผลักอึดอัดขัดเขมร |
| บ้างทุ่มเถียงเสียงหญิงขึ้นเกนเกน | ล้วนโคลนเลนเปื้อนเปรอะเลอะทั้งตัว |
| ที่น้อยตัวผัวเมียลงลากฉุด | นางเมียหยุดผัวโกรธเมียโทษผัว |
| ด้วยยากเย็นเข็นฝืดทั้งมืดมัว | พอตึงตัวเต็มเบียดเข้าเสียดแซะ |
| ทั้งยุงชุมรุมกัดปัดเปรียะประ | เสียงผัวะผะพึบพับปุบปับแปะ |
| ที่เข็นเรียงเคียงลำขยำแขยะ | มันเกาะแกะกันจริงจริงหญิงกับชายฯ |
| |
| ๏ จนตกทางบางสะใภ้ครรไลล่อง | มีบ้านช่องซ้ายขวาเขาค้าขาย |
| ปลูกทับทิมริมทางสองข้างราย | ไม่เปล่าดายดกระย้าทั้งตาปี |
| บ้างดิบห่ามงามงอมจนค้อมกิ่ง | เป็นดอกติ่งแตกประดับสลับสี |
| บ้างแตกร้าวพราวเม็ดเพชรโนรี | เขาขายดีเก็บได้ใส่กระเชอ |
| มาตั้งขายฝ่ายเจ้าของไม่ต้องถือ | เห็นเรือล่องร้องว่าซื้อทับทิมเหนอ |
| จะพูดจาคารวะทั้งคะเออ | เสียงเหน่อเหน่อหน้าตาน่าเอ็นดู |
| นึกเสียดายหมายมั่นใคร่พันผูก | ไว้เป็นลูกสะใภ้ให้เจ้าหนู |
| พอนึกหยุดบุตรเราก็เจ้าชู้ | อุตส่าห์รู้ร้องต่อจะขอชิม |
| เขาอายเอียงเมียงเมินทำเดินเฉย | ไม่เกินเลยลวนลามงามหงิมหงิม |
| ได้ตอบต่อล้อเหล่าเจ้าทับทิม | พอแย้มยิ้มเฮฮาประสาชายฯ |
| |
| ๏ ถึงแม่กลองสองฝั่งเขาตั้งบ้าน | น่าสำราญเรือนเรือดูเหลือหลาย |
| บ้างย่างปลาค่าเคียงเรียงเรียงราย | ดูวุ่นวายวิ่งไขว่กันใหญ่น้อย |
| ขายสำเร็จเป็ดไก่ทั้งไข่พอก | กระเบนกระบอกปลาทูทั้งปูหอย |
| ลูกค้ารับนับกันเป็นพันร้อย | ปลาเล็กน้อยขมงโกรยโกยกระบุง |
| นางแม่ค้าปลาเค็มก็เต็มสวย | กำไรรวยรวมประจบจนครบถุง |
| บ้างเหน็บท้องป่องปุ่ยตุ่ยตุ่ยตุง | ต่างบำรุงรูปร่างสำอางตาฯ |
| |
| ๏ พอออกช่องล่องลำแม่น้ำกว้าง | บ้านบางช้างแฉกแชไปแควขวา |
| ข้างซ้ายตรงลงทะเลพอเวลา | พระสุริยามืดมัวทั่วแผ่นดิน |
| ดูซ้ายขวาป่าปะโลงหวายโป่งเป้ง | ให้วังเวงหวั่นไหวฤทัยถวิล |
| เวลาเย็นเห็นนกวิหคบิน | ไปหากินแล้วก็พากันมารัง |
| บ้างเคียงคู่ชูคอเสียงซ้อแซ้ | โอ้แลแลแล้วก็ให้อาลัยหลัง |
| แม้นร่วมเรือนเหมือนนกที่กกรัง | จะได้นั่งแนบข้างเหมือนอย่างนก |
| นี่กระไรไม่มีเท่ากี่ก้อย | โอ้บุญน้อยนึกน่าน้ำตาตก |
| ต้องลมว่าวหนาวหนังเหมือนคั้งคก | จะได้กกกอดใครก็ไม่มี |
| จนเรือออกนอกอ่าวดูเปล่าโว่ง | ทะเลโล่งแลมัวทั่ววิถี |
| ไม่เห็นหนสนธยาเป็นราตรี | แต่ลมดีดาวสว่างกระจ่างตา |
| สำรวลรื่นคลื่นราบดังปราบเรี่ยม | ทั้งน้ำเปี่ยมป่าแสมข้างแควขวา |
| ดาวกระจายพรายพร่างกลางนภา | แสงคงคาเค็มพราวราวกับพลอย |
| เห็นปลาว่ายกายสล้างกระจ่างแจ่ม | แลแอร่มเรืองรุ่งชั้นกุ้งฝอย |
| เป็นหมู่หมู่ฟูฟ่องขึ้นล่องลอย | ตัวน้อยน้อยนางมังกงขมงโกรย |
| ชื่นอารมณ์ชมปลาเวลาดึก | หวนรำลึกแล้วเสียดายไม่วายโหย |
| แม้นเห็นปลาวารินจะดิ้นโดย | ทั้งลมโชยเฉื่อยชื่นระรื่นเย็น |
| จะเพลินชมยมนาเวหาห้อง | เช่นนี้น้องไหนเลยจะเคยเห็น |
| ทะเลโล่งโว่งว่างน้ำค้างกระเซ็น | ดูดาวเด่นดวงสว่างเหมือนอย่างโคม |
| จะเปรมปรีดิ์ดีใจมิใช่น้อย | น้องจะพลอยเพลินอารมณ์ด้วยชมโฉม |
| โอ้อายจิตคิดรักลักประโลม | ทรวงจะโทรมตรงช่องปากคลองโคน |
| ด้วยมืดค่ำสำคัญที่นั่นแน่ | เรียกแสมตายห่าพฤกษาโกร๋น |
| ลำพูรายชายเลนดูเอนโอน | วายุโยนยอดระย้าริมสาคร |
| หิ่งห้อยจับวับวามอร่ามเหลือง | ดูรุ่งเรืองรายจำรัสประภัสสร |
| เหมือนแหวนก้อยพลอยพรายเมื่อกรายกร | ยังอาวรณ์แหวนประดับด้วยลับตาฯ |
| |
| ๏ ถึงคลองช่องล่องเลียบเงียบสงัด | เห็นเมฆกลัดกลางทะเลบนเวหา |
| เสียงโครมครื้นคลื่นกระทั่งฝั่งชลา | ลมสลาตันตึงหึ่งหึ่งฮือ |
| นาวาเหเซหันให้ปั่นป่วน | ต้องแจวทวนท้ายหันช่วยกันถือ |
| ถึงสี่แจวแล้วเรือยังเหลือมือ | ลมกระพือพัดโงงดูโคลงเคลง |
| ทั้งคลื่นซ้ำน้ำซัดให้ปัดปั่น | โอ้แต่ชั้นคลื่นลมยังข่มเหง |
| น่าอายเพื่อนเหมือนคำเขาทำเพลง | มาเท้งเต้งเรือลอยน่าน้อยใจ |
| ยิ่งแจวทวนป่วนปั่นยิ่งหันเห | ลมทะเลเหลือจะต้านทานไม่ไหว |
| เสียงสวบเสยเกยตรงเข้าพงไพร | ติดอยู่ใต้ต้นโกงกางแต่กลางคืน |
| พอจุดเทียนเซี่ยนขันน้ำมันคว่ำ | ต้องวิดน้ำนาวาไม่ฝ่าฝืน |
| เสื่อที่นอนหมอนนวมน้ำท่วมชื้น | เหลือแต่ผืนผ้าแพรของแม่น้อง |
| ได้กันลมห่มหนาวเมื่อเช้าตรู่ | ยังรักรู้จักคุณการุญสนอง |
| ลมรินรินกลิ่นกลบอบละออง | ได้ปกครองคุมเครือเมื่อเรือค้างฯ |