Poem

กาพย์พระไชยสุริยา

ประวัติ ท่านสุนทรภู่แต่งขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๓๘๓ - ๒๓๘๕ ขณะที่บวชเป็นพระอยู่ทีวัดเทพธิดาราม ท่านแต่งเป็นกาพย์ซึ่งแทรกความรู้เกี่ยวกับภาษาไทย ในเรื่องของมาตราตัวสะกดแม่ต่าง ๆ เช่น แม่กก กง กน กด กบ และเกย เป็นต้น นอกจากนั้นยังสอดแทรกคติธรรมต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์อีกด้วย

ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสให้พระยาศรีสุนทรโวหาร (น้อย อาจารยางกูร) แต่งตำราภาษาไทยขึ้น ท่านได้นำกาพย์พระไชยสุริยามาแทรกไว้ในหนังสือมูลบท บรรพกิจ ซึ่งเป็นแบบเรียนเล่มแรกในทั้งหมด ๖ เล่ม

ทำนองเเต่ง เเต่งด้วยกาพย์ยานี กาพย์ฉบัง เเละ กาพย์สุรางคนางค์

เรื่องย่อ

พระไชยสุริยาเป็นเรื่องราวของพระไชยสุริยากษัตริย์ครองเมืองด้วยความสงบเรียบร้อยมาตลอด จนกระทั่งวันหนึ่งมีน้ำท่วมจนบ้านเมืองล่มสลายไป พระไชยสุริยาพร้อมกับนางสุมาลีพระมเหสีและนางกำนัลหนีลงเรือ แต่ก็ถูกพายุพัดจนเรือแตก คลื่นซัดพระไชยสุริยากับพระนางสุมาลีเข้าฝั่ง ทั้งสองต้องเดินทางอยู่กลางป่าจนพบกับฤาษีตนหนึ่ง ฤาษีได้บอกถึงสาเหตุที่ทำให้บ้านเมืองพังพินาศว่า ด้วยข้าราชสำนักทั้งหลายประพฤติชั่ว รับสินบนไม่รักษาความยุติธรรม ฟ้าดินจึงลงโทษให้ได้รับความเดือดร้อน ฤาษีได้แนะนำให้พระไชยสุริยา และพระนางสุมาลีรักษาศีลปฏิบัติธรรม ต่อมาทั้งสองพระองค์ได้ออกบวชและบำเพ็ญธรรมจนสิ้นพระชนม์ชีพ ดังจะคัดมาเป็นตอนมาให้อ่าน ดังต่อไปนี้

แม่กก

ขึ้นกกตกทุกข์ยากแสนลำบากจากเวียงไชย
มันเผือกเลือกเผาไฟกินผลไม้ได้เป็นแรง
รอนรอนอ่อนอัษดงค์พระสุ่ริยงเย็นยอแสง
ช่วงดังน้ำครั่งแดงแฝงเมฆเขาเงาเมรุธร
ลิงค่างครางไครกครอกฝูงจิ้งจอกออกเห่าหอน
ชะนีวิเวกวอนนกหกร่อนนอนรังเรียง
ลูกนกยกปีกป้องอ้าปากร้องซ้องแซ่เสียง
แม่นกปกปีกเคียงเลี้ยงลูกอ่อนป้อนอาหาร

แม่กด

ขึ้นกดบทอัศจรรย์เสียงครื้นครั่นชั้นเขาหลวง
นกหกตกรังรวงสัตว์ทั้งปวงง่วงงุนโงง
แดนดินถิ่นมนุษย ์เสียงดังดุจพระเพลิงโพลง
ตึกกว้านบ้านเรือนโรงโคลงคลอนเคลื่อนเขยื้อนโยน
บ้านช่องคลองเล็กใหญ่บ้างตื่นไฟตกใจโจน
ปลุกเพื่อนเตือนตะโกนลุกโลดโผนโดนกันเอง
พิณพาทย์ระนาดฆ้องตะโพนกลองร้องเป็นเพลง
ระฆังดังวังเวงโหง่งหง่างเหง่งเก่งก่างดัง

แม่ กบ

ขึ้นกบจบแม่กดพระดาบสบูชากูณฑ์
ผาสุกรุกขมูลพูนสวัสดิ์สัตถาวร
ระงับหลับเนตรนิ่งเององค์อิงพิงสิงขร
เหมือนกับหลับสนิทนอนสังวรศีลอภิญญาณ
บำเพ็งเล็งเห็นจบพื้นพิภพจบจักรวาล
สวรรค์ชั้นวิมานท่านเห็นแจ้งแหล่งโลกา
เข้าฌานนานนับเดือนไม่เขยื้อนเคลื่อนกายา
จำศีลกินวาตาเป็นผาสุกทุกเดือนปี
วันนั้นครั้นเดินไหวเกิดเหตุใหญ่ในปฐพี
เล็งดูรู้คดีกาลกิณีสี่ประการ
ประกอบชอบเป็นผิดกลับจริตผิดโบราณ
สามัญอันธพาลผลาญคนซื่อถือสัตย์ธรรม์
ลูกศิษย์คิดล้างครูลูกไม่รู้คุณพ่อมัน
ส่อเสียดเบียดเบียนกัน

ลอบฆ่าฟันคือตัณหา

โลภลาภบาปบ่คิดโจทย์ผิดริษยา
อุระพสุธาป่วนเป็นบ้าฟ้าบดบัง
บรรดาสามัญสัตย์เกิดวิบัติปัตติปาปัง
ไตรยุคทุกขตะรังสังวัจฉระอวสาน

แม่กม

ขึ้นกมสมเด็จจอมอารย์เอ็นดูภูบาล
ผู้ผ่านพาราสาวะถี
ซื่อตรงหลงเล่ห์เสนีกลอกกลับอัปรีย์
บูรีจึงล่มจมไป
ประโยชน์จะโปรดภูวไนยนิ่งนั่งตั้งใจ
เลื่อมใสสำเร็จเมตตา
เปล่งเสียงเพียงพิณอิ่นทราบอกข้อมรณา
คงมาวันหนึ่งถึงตน

แม่เกย

ระวังตัวกลัวครูหนูเอ๋ยไม้เรียวเจียวเหวย
กูเคยเข็ดหลาบขวาบเขวียว
หันหวดปวดแสบแปลบเสียวหยิกซ้ำซ้ำเขียว
อย่าเที่ยวเล่นหลงจงจำ
บอกไว้ให้ทราบบาปกรรมเรียงเรียบเทียบทำ
แนะนำให้เจ้าเอาบุญ
เดชะพระมหาการุญ ใครเห็นเป็นคุณ
แบ่งบุญให้เราเจ้าเอยฯ

แม่กง
กลางไพรไก่ขันบรรเลงฟังเสียงเพียงเพลง
ซอเจ้งจำเรียงเวียงวัง
ยูงทองร้องกะโต้งโห่งดังเพียงฆ้องกลองระฆัง
แตรสังข์กังสดาลขานเสียง
กะลิงกะลางนางนวลนอนเรียงพระยาลอคลอเคียง
แอ่นเอี้ยงอีโก้งโทงเทง
ค้อนทองเสียงร้องป๋องเป๋งเพลินฟังวังเวง
อีเก้งเริงร้องลองเชิง
ฝูงละมั่งฝังดินกินเพลิงค่างแข็งแรงเริง
ยืนเบิ่งบึ้งหน้าตาโพลง
ป่าสูงยูงยางช้างโขลงอึงคะนึงผึงโผง

โยงกันเล่นน้ำคล่ำไป

แม่ก กา

ชื่อพระไชยสุริยามีสุดามะเหษี
ชื่อว่าสุมาลีอยู่บูรีไม่มีไภย
ข้าเฝ้าเหล่าเสนามีกริยาอะฌาสัย
พ่อค้ามาแต่ไกล

ได้อาศัยในพารา




edit @ 2005/06/22 23:19:27

นิราศ คือ บทประพันธ์ที่แต่งขึ้นเพื่อบรรยายถึงสภาพการเดินทาง ด้วยสมัยก่อนการเดินทางค่อนข้าง ลำบากและใช้เวลานาน นักเดินทางจึงแก้ความเหงาเบื่อด้วยการประพันธ์บทกวี พรรณนาถึงการเดินทาง และสภาพภูมิประเทศ โดยมากมักโยงเข้ากับความรัก

นิราศที่แต่งกันในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์ แต่งทั้งเป็นโคลงแลเป็นกลอนสุภาพ ดูเหมือนกวีที่แต่งนิราศ ในครั้งรัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ จะถือคติต่างกันเป็น ๒ พวก พวกหนึ่งถือคติเดิมว่า โคลงฉันท์เป็นของสำคัญ และแต่งยากกว่ากลอน กวีพวกนี้แต่งนิราศเป็นโคลงตามเยี่ยงอย่างศรีปราชญ์ทั้งนั้น กวีอีกพวกหนึ่งชอบ เพลงยาว อย่างเช่นเล่นกันเมื่อปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา กวีพวกนี้แต่งนิราศเป็นกลอนสุภาพทั้งนั้น ถ้าว่าเฉพาะ ที่เป็นกวีคนสำคัญในพวกหลังนี้ คือสุนทรภู่แต่งนิราศเป็นกลอนสุภาพมากเรื่องกว่าใครๆ หมด กลอนของ สุนทรภู่คนชอบอ่านกันแพร่หลาย ก็ถือเอานิราศของสุนทรภู่เป็นแบบอย่างแต่งนิราศกันต่อมา ตั้งแต่รัชกาล ที่ ๓ จนถึงรัชกาลที่ ๕"

นิราศของสุนทรภู่ นอกจากจะพรรณนาการเดินทางแล้ว ท่านยังสอดแทรกคติธรรม ข้อเตือนใจต่างๆ และเปรียบเทียบถึงชีวิตของตัวท่านเองเข้าไว้ด้วย ทำให้นักศึกษางานของท่านสืบเสาะประวัติของท่านจาก งานนิพนธ์ของท่านเองได้มาก

ท่านสุนทรภู่แต่งนิราศไว้มาก แต่เท่าที่พบในปัจจุบันมี ๘ เรื่อง คือ
นิราศเมืองแกลง นิราศพระบาท นิราศภูเขาทอง นิราศวัดเจ้าฟ้านิราศอิเหนานิราศสุพรรณนิราศพระประธม และ นิราศเมืองเพชร ส่วน รำพันพิลาป ก็มีเนื้อความรำพึงรำพันทำนองเดียวกับนิราศ เนื้อหาเกี่ยวกับชีวประวัติของท่านสุนทรภู่เป็น ส่วนใหญ่ นอกเหนือจากนี้ ในช่วงเวลาที่ท่านบวชเป็นพระนั้น ท่านได้ธุดงค์ไปทั่ว จึงเชื่อว่ายังมีนิราศ เรื่องอื่นของท่านที่ยังมิได้ค้นพบ หรืออาจไม่มีวันค้นพบก็ได้ เพราะต้นฉบับอาจถูกทำลายไปเสียแล้วเมื่อ ครั้งปลวกขึ้นกุฏิของท่านที่วัดเทพธิดาราม



edit @ 2005/06/22 23:55:21

ประวัติ สุนทรภู่แต่งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งกล้าเจ้าอยู่หัว ขณะที่ไปบวชอยู่ที่วัดราชบูรณะ สันนิษฐานว่า จะแต่งประมาณปี พ.ศ. ๒๓๗๓ เวลานั้นเจ้าฟ้าอาภรณ์ทรงพระเจริญ เสด็จออกไปอยู่วังนอก สมเด็จกุฌฑลทิพยวดีพระมารดา ทรงมอบสมเด็จพระราชโอรส ซึ่งยังทรงพระเยาว์อยู่อีกสองพระองค์คือ สมเด็จเจ้าฟ้า ฯ กรมพระยาบำราบปรปักษ์ หรือเจ้าฟ้ากลางกับเจ้าฟ้าปิ๋ว ให้เป็นศิษย์สุนทรภู่ ตามเยี่ยงอย่างที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ได้ทรงเคยมอบเจ้าฟ้าอาภรณ์ ซึ่งเป็นพระเชษฐาองค์ใหญ่ให้เป็นศิษย์มาแต่ก่อน ต่อมาสุนทรภู่เกิดอธิกรณ์ถูกขับไล่ให้ออกจากวัดราชบูรณะ จึงคิดจะออกไปอยู่ตามหัวเมือง เมื่อสุนทรภู่จะไปจากวัดราชบูรณะ จึงได้แต่งเพลงยาวบทนี้ทูลลา และถวายโอวาทเจ้าฟ้าซึ่งเป็นศิษย์ทั้งสองพระองค์ แล้วขึ้นไปพระนครศรีอยุธยา ในคราวที่แต่งนิราศภูเขาทอง แต่มิได้ไปยังหัวเมืองช้านานเหมือนอย่างที่ได้คิดไว้เดิม ได้ขึ้นไปเพียงพระนครศรีอยุธยา แล้วเปลี่ยนความคิดกลับลงมาอยู่วัดอรุณ ฯ

ทำนองเเต่ง ใช้กลอนเพลงยาว

เรื่องย่อ กล่าวถึงความอาลัยรัก คำสังสอนที่ควรจดจำนำไปปฏิบัติเเละชีวิตชีวิตความเป็นไปของสุนทรภู่ระหว่างที่ได้ถวายพระอักษรเเก่พระราชโอรส ๒ พระองค์ของรัชกาลที่๒

ตัวอย่างบางตอน

จึงเขียนความตามใจอาลัยลาน ขอประทานโทษาอย่าราคี
ด้วยขอบคุณทูลกระหม่อมถนอมรัก เหมือนผัดพักตร์ผิวหน้าเป็นราศี
เสด็จมาปราศรัยถึงในกุฎี ดังวารีรดซาบอาบละออง
ทั้งการุญสุนทรคารวะ ถวายพระวรองค์จำนงสนอง
ขอพึ่งบุญมุลิกาฝ่าละออง พระหน่อสองสุริย์วงศ์ทรงศักดา
ด้วยเดี๋ยวนี้มิได้รองละอองบาท จะนิราศแรมไปไพรพฤกษา
ต่อถึงพระวะสาอื่นจักคืนมา พระยอดฟ้าสององค์จงเจริญ


ด้วยพระองค์ทรงสยมบรมนาถ บังคับราชการสิ้นทุกถิ่นฐาน
กรมศักดิ์หลักชัยพระอัยการ มนเทียรบาลพระบัญญัติตัดสำนวน
อนึ่งให้รู้สุภาษิตบัณฑิตพระร่วง โคลงเพชรพวงผิดชอบทรงสอบสวน
ราชาศัพท์รับสั่งให้บังควร ทราบให้ถ้วนถี่ไว้จะได้ทูล


* ในตอนนี้จะเห็นได้ว่าคล้ายคำสอนที่เจ้าหมื่นศรีสรรักษ์ให้เเก่พลายงามใน เสภาเรื่องขุนช้างขุนเเผน ตอน กำเนิดพลายงาม

ตัวอย่างคำสอนที่เป็นคติคมคาย

อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก
แต่ลมปากหวนหูไม่รู้หาย

แม้เจ็บอื่นหมื่นแสนจะแคลนคลาย
เจ็บจนตายนั้นเพราะเหน็บให้เจ็บใจ


..................................

อันความคิดวิทยาเหมือนอาวุธ ประเสริฐสุดซ่อนใส่เสียในฝัก
สงวนคมสมนึกใครฮึกฮัก จึงค่อยชักเชือดฟันให้บรรลัย

อันข้าไทได้พึ่งเขาจึงรัก แม้นถอยศักดิ์สิ้นอำนาจวาสนา
เขาหน่ายหนีมิได้อยู่คู่ชีวา แต่วิชาช่วยกายจนวายปราณ ฯ.


..................................

นี้ประกอบด้วยคำสอนที่เป็นข้อคิดคมคายลึกซึ่งหลายประการได้รับความนิยมยกย่องเเพร่หลายนอกจากนี้ยังเเสดงถึงชีวะประวัติส่วนหนึ่งของสุนทรภู่อย่างเเจ่มเเจ้ง

ถ้าใครสนใจอยากอ่านต่อที่นี้เลยค่า >>>> click



edit @ 2005/06/22 20:56:58
edit @ 2005/06/22 21:28:10